"Data Center" ทาง 2 แพร่งของไทย เงินลงทุน 7.5 แสนล้าน กับโจทย์ใหญ่ไฟ-น้ำ-สิ่งแวดล้อม
"Data Center" ไทยโตจากนโยบายสู่การลงทุนจริงกว่า 7.5 แสนล้านบาท แต่เบื้องหลังโอกาสเศรษฐกิจดิจิทัล คือโจทย์ไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม ที่รัฐต้องวางกติกาให้ทัน
หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน “Data Center” หรือศูนย์ข้อมูล ยังถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตที่รัฐบาลต้องการดึงเข้ามาลงทุน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค
แต่ในปี 2569 ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะ Data Center ไม่ได้เป็นเพียง “แผนลงทุน” อีกต่อไป หลายโครงการเริ่มเปิดให้บริการแล้ว ขณะที่โครงการขนาดใหญ่จำนวนมากกำลังเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างและเตรียมดำเนินงาน
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท และมี IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ โดยมีทั้งกลุ่มทุนไทย สหรัฐฯ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ
ขณะที่ข้อมูลจาก Data Center Map ณ เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมี Data Center ที่อยู่ในฐานข้อมูลประมาณ 60 แห่ง มากเป็นอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนสถานที่ Data Center ที่อยู่ในฐานข้อมูล จึงเป็นคนละชุดกับตัวเลข “โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน” ของ BOI
นั่นหมายความว่า คำถามของประเทศไทยในวันนี้อาจไม่ใช่อีกแล้วว่า “Data Center จะมาไทยหรือไม่” แต่เป็นคำถามใหม่ว่า เมื่อการลงทุนกำลังมาในระดับหลายแสนล้านบาท ไทยจะบริหารไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และผลกระทบต่อชุมชนอย่างไรให้คุ้มกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ
จากแผนลงทุน สู่ Cloud Region ที่เปิดใช้จริง
คลื่นการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS) เปิด AWS Asia Pacific (Thailand) Region อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 มี Availability Zone 3 แห่ง โดย AWS วางแผนลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.9 แสนล้านบาท ตลอดระยะเวลา 15 ปี ทั้งการสร้าง Data Center ค่าใช้จ่ายด้านระบบสาธารณูปโภคและการดำเนินงานต่าง ๆ
ด้าน Google เปิด Google Cloud Region ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในไทยมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน Data Center แห่งแรกของ Google ในจังหวัดชลบุรีอยู่ระหว่างดำเนินการ โดย BOI ระบุเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า เฟสแรกมีกำหนดพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2571
ส่วน Microsoft ยืนยันเมื่อปลายปี 2568 ว่ายังคงเดินหน้าพัฒนา Cloud Region และโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งกลุ่ม GULF-AIS และเครือ CP-True-True IDC เพื่อรองรับบริการ Cloud และ AI ภายในประเทศ จึงไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่า ไทยกำลังเดินเข้าสู่สนามแข่งขัน Data Center ของภูมิภาคอย่างเต็มตัว
ทำไม Data Center สำคัญกับเศรษฐกิจไทย?
Data Center เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังโลกดิจิทัล ภายในประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์เครือข่าย ระบบไฟฟ้าสำรอง และระบบทำความเย็น เพื่อรองรับบริการตั้งแต่เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ระบบคลาวด์ ไปจนถึงการประมวลผล AI
การมี Data Center และ Cloud Region ตั้งอยู่ภายในประเทศช่วยลดระยะทางที่ข้อมูลต้องเดินทาง ส่งผลให้ Latency หรือความหน่วงลดลง เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และช่วยให้องค์กรที่มีข้อกำหนดด้านสถานที่จัดเก็บข้อมูลสามารถเก็บหรือประมวลผลข้อมูลภายในประเทศได้ง่ายขึ้น
ก่อนหน้านี้ สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เคยอธิบายว่า การมีผู้ให้บริการระดับโลกเข้ามาลงทุนในไทย ยังเปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน และ SME เข้าถึงบริการคอมพิวติ้งระดับสูงได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดด้วยตนเอง
ขณะที่ ปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด (ACIS) เคยมองว่า ประโยชน์สำคัญอีกด้านคือการสร้าง Ecosystem ภายในประเทศ หากไทยสามารถเชื่อมการลงทุนเข้ากับการจ้างบุคลากรไทย การพัฒนาทักษะ และการใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือ Supply Chain ภายในประเทศได้
โจทย์นี้สอดคล้องกับทิศทางล่าสุดของ BOI ที่ระบุว่า ต่อไปจะไม่ได้พิจารณาเฉพาะ “เม็ดเงินลงทุน” แต่ต้องดูด้วยว่าโครงการสามารถสร้างงานทักษะสูง พัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย เชื่อมโยง SME และสร้างระบบนิเวศ AI ให้ประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด
อะไรคือ "อุปสรรค" ที่ไทยต้องเผชิญ ?
โอกาสทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับโจทย์ขนาดใหญ่ เพราะโครงการ Data Center ที่ BOI อนุมัติระหว่างปี 2567-2569 จำนวน 42 โครงการ มี IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ Data Center แตกต่างจากโรงงานบางประเภท เพราะต้องมีไฟฟ้าที่เพียงพอและมีเสถียรภาพสูงตลอด 24 ชั่วโมง เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย และระบบทำความเย็นไม่สามารถหยุดทำงานตามช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าไม่ได้
ยิ่งการเติบโตของ Generative AI ทำให้มีการติดตั้ง GPU และระบบประมวลผลความหนาแน่นสูงมากขึ้น ความต้องการไฟฟ้าต่อพื้นที่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประเมินว่า Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 415 TWh ในปี 2567 หรือราว 1.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และอาจเพิ่มเป็นประมาณ 945 TWh ในปี 2573 หรือมากกว่าสองเท่าภายในเวลาเพียง 6 ปี โดย AI เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุด ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2573 เช่นกัน
ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยมีไฟพอหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า ใครจะเป็นผู้รับต้นทุนจากการสร้างโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า และระบบสำรองใหม่ เพื่อรองรับความต้องการระดับหลายพันเมกะวัตต์
มิติทาง "สิ่งแวดล้อม" ผลกระทบชิ้นใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม
เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมปี 2567 Google เผยถึงปัญหาของ Data Center และการพัฒนา AI ผ่านรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปี 2567 ที่ระบุว่า การอาศัย Data Center พัฒนา AI ในช่วงปี 2563 - 2566 ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นกว่า 48% เมื่อเทียบกับปี 2562
ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจาก Google Environmental Report 2026 ทำให้เห็นความท้าทายนี้ชัดขึ้น โดย Google ระบุว่า ในปี 2568 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 37% ภายในปีเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในประวัติการณ์ของบริษัท ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI
แม้ Google สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานลงได้ประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำสัญญาจัดหาพลังงานสะอาดใหม่กว่า 12 GW แต่บริษัทก็ยอมรับว่า การขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าความสามารถของระบบไฟฟ้าในการลดคาร์บอน ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Supply Chain เพิ่มขึ้นถึง 25% ในปีเดียว
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ต้องแก้ความเข้าใจสำคัญประการหนึ่ง คือ เซิร์ฟเวอร์ไม่ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากความร้อนโดยตรง ผลกระทบด้านคาร์บอนเกิดขึ้นหลัก ๆ จาก แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ผลิตไฟให้ Data Center รวมถึงการผลิตอุปกรณ์ การก่อสร้าง และห่วงโซ่อุปทาน ส่วนความร้อนที่เกิดจากเซิร์ฟเวอร์ทำให้ต้องใช้พลังงานเพิ่มเติมกับระบบทำความเย็น จึงเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบโดยรวม
ดังนั้น Data Center ที่ใช้ไฟจากระบบซึ่งยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูง ย่อมมี Carbon Footprint แตกต่างจาก Data Center ที่สามารถใช้ไฟฟ้าสะอาดในสัดส่วนสูงตลอดเวลา
ดังนั้น หากไทยจะยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Center จำเป็นที่จะต้องมีแผนอย่างรัดกุมในการรับมือกับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น
ดร.ครรชิต รองไชย ผู้ก่อตั้ง AI and Sustainability Laboratory และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น มองว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center กับการเข้ามาของ AI เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ยิ่งถูกนำมาใช้พัฒนา AI ด้วยแล้ว ย่อมส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าวมีสูงขึ้นตามไปด้วย และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน หากรัฐไม่มีการควบคุมหรือแผนงานที่ชัดเจน
ถึงแม้ว่ารัฐจะมีทางเลือกเกี่ยวกับพลังงานทดแทน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พลังงานทดแทนนั้นมีอยู่อย่างจำกัดเฉพาะช่วงเวลา อาจไม่ตอบโจทย์การทำงานของ Data Center ที่ต้องการความเสถียร ที่ต้องใช้พลังงานหล่อเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง และหากเราไม่มีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทน การใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากกระบวนการการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และแน่นอนว่า การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงย่อมส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะเรือนกระจก ต้นเหตุของภาวะโลกร้อน
ขระที่องค์การสหประชาชาติให้ข้อมูลว่า ภาวะเรือนกระจกคือภาวะที่มีก๊าซเรือนกระจกประเภทต่าง ๆ ปกคลุมโลก มีลักษณะเหมือนผ้าห่มคลุมโลกไว้ ทำให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์เข้ามาและไม่สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น
และเมื่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศมากเกินสมดุล อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะสูงขึ้นและก่อให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้งรุนแรง พายุรุนแรง การขาดแคลนน้ำ ไฟไหม้รุนแรง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำท่วม น้ำแข็งขั้วโลกละลาย การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และอื่น ๆ
ดร.ครรชิต กล่าวต่อว่า ยังไม่นับรวมกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรน้ำ เพราะการทำงานของ Data Center ต้องปลดปล่อยความร้อนออกมาในปริมาณมาก จำเป็นต้องใช้น้ำเข้ามาช่วยในการหล่อเย็น และน้ำที่ผ่านกระบวนการหล่อเย็น จะกลายเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน หากถูกนำไปทิ้งในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ย่อมส่งผลกระทบถึงคุณภาพน้ำ ทำให้น้ำมีโอกาสเน่าเสียเพิ่มขึ้น ปลาตาย สุ่มเสี่ยงทำลายระบบนิเวศบริเวณนั้นได้
ไทยมี “บอร์ด Data Center” ระดับชาติแล้ว
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” และล่าสุดระเบียบดังกล่าวได้รับการประกาศใช้ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติทำหน้าที่วางนโยบาย มาตรฐาน และกรอบสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ขอบเขตของคณะกรรมการไม่ได้มีเพียงการส่งเสริมการลงทุน แต่ครอบคลุมตั้งแต่ พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางไฟฟ้า ราคาพลังงาน การจัดสรรน้ำ ผังเมือง อัคคีภัย อธิปไตยด้านข้อมูล ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ
BOI ยังอยู่ระหว่างยกระดับเกณฑ์คัดกรองผ่านอย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่
- ประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร SME และ Supply Chain
- ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน
- ความพร้อมและประสิทธิภาพการใช้น้ำ
- ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
นี่ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์เมื่อ 2 ปีก่อนอย่างชัดเจน เพราะประเทศไทยเริ่มมีโครงสร้างกำกับเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรม Data Center แล้ว
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือรายละเอียดของมาตรการ เพราะการมีคณะกรรมการเพียงอย่างเดียวยังไม่เท่ากับการแก้ปัญหา หากมาตรฐานเรื่องปริมาณน้ำ พลังงานสะอาด ต้นทุนขยายโครงข่าย การเปิดเผยข้อมูล และมาตรการเยียวยาชุมชนยังไม่ถูกแปลงเป็นกติกาที่บังคับใช้และตรวจสอบได้จริง
ทางเลือกของรัฐ หากเดินหน้าจัดตั้ง Data Canter
แม้ผลกระทบที่เกิดจากการจัดตั้ง Data Center จะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่รัฐบาลสามารถชดเชยผ่านนโยบายที่ช่วยลดปัญหาจากผลกระทบเหล่านี้ได้ โดย ดร.ครรชิต ระบุว่า ต้องย้อนดูและแก้ไขตรงที่มาของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก Data Center เป็นหลัก นั่นคือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงการทำงาน
"ดร.ครรชิต" เสนอว่า รัฐบาลอาจหาพลังงานทดแทนเข้ามาใช้ใน Data Center บ้าง เช่น อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์จาก Solar Cell ซึ่งต้องมาดูว่าแต่ละพื้นที่จะใช้ Solar Cell จำนวนเท่าไร ให้พลังงานเท่าไร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในการทำงานของ Data Center และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือรัฐอาจลงทุนเพื่อหาพลังงานทดแทนอื่น ๆ เช่น แหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฮโดรเจน ที่ไม่ได้ส่งผลต่อการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ ก็จะสามารถทดแทนกันได้
หรือรัฐอาจมองหาแนวทางลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการวิจัยเพื่อนำพลังงานชีวมวล ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนมาใช้ ตัวอย่างเช่น เราจะเปลี่ยนเปลือกข้าวเป็นพลังงานทดแทน หรือแปรรูปของเสียทางด้านเกษตรกรรมให้มาเป็นพลังงานทดแทนได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศไทยยังไม่มีการวิจัยทางด้านนี้
หรือจะเป็นลงการทุนวิจัยในเรื่องของการทำนาวิธีใหม่อย่างไร ให้ลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ที่เกิดจากซากข้าวที่หมักหมมอยู่ในท้องนา ส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ นอกจากจะลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังช่วยให้สภาพภูมิอากาศดีขึ้นด้วย
หากรัฐบาลมีแผนการใช้พลังงานทดแทนอย่างละเอียดและมีความชัดเจน ก็จะเป็นการช่วยลดการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างตรงจุด
ขณะที่ ดร.เพชร มโนปวิตร เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย มองมุมเดียวกันว่า ต้องลดผลกระทบที่เกิดขึ้นผ่านการชดเชย เพื่อรองรับผลกระทบเหล่านั้นที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ซึ่ง ดร.เพชร มองว่าสิ่งที่สามารถส่งผลได้โดยตรงและชัดเจนที่สุดคือ "กฎหมาย" หากมองในมุมของกฎหมายทั่วโลก จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่มีกฎหมายรองรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว
ตัวอย่างเช่น อังกฤษ ที่ทุกธุรกิจหรือทุกโครงการต้องเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติด้วย หรือความหลากหลายทางชีววิทยาในพื้นที่นั้นต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ก่อนการพัฒนาพื้นที่ทำธุรกิจหรือโครงการต่าง ๆ ออสเตรเลีย ที่คนทำงานอนุรักษ์พื้นที่สามารถนำเครดิตหรือ Certificate ที่ทำงานอนุรักษ์มาเป็นค่าตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจได้ ซึ่งใช้เวลาผลักดันเพียง 10 เดือนเท่านั้น และสหภาพยุโรปที่มีข้อกำหนดละเอียดมาก เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ระบบนิเวศทางบกและทะเลของสหภาพยุโรปต้องทำให้ได้อย่างน้อย 20% ภายในปี 2573 หรือการทำให้แม่น้ำในระยะ 20,000 กม. ไหลอย่างอิสระ
ดร.เพชร มองว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ทว่ากฎหมายกลับดูล้าหลังหากเทียบกับ 3 ฉบับก่อนหน้านี้ โดยแนะนำว่ารัฐต้องยึดหลักการพื้นฐานอย่าง "Polluter Pay Principle" หรือผู้ที่สร้างผลกระทบจะต้องเป็นผู้จ่าย และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเป็นไปได้แน่นอน เนื่องจากกฏหมายบางตัว แม้จะเป็นของต่างประเทศ แต่ก็ใช้เวลาในการผลักดันไม่นาน และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปี 2569
เพราะในวันที่เม็ดเงินลงทุน Data Center ที่ได้รับอนุมัติแล้วแตะระดับ 7.5 แสนล้านบาท และกำลังประมวลผลรวมแตะ 3,400 เมกะวัตต์ การตั้งคำถามว่าไทยควรเลือก “พัฒนาเศรษฐกิจ” หรือ “รักษาสิ่งแวดล้อม” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่ต้องถามมากกว่าคือ ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มจริง โดยไม่ทำให้ประชาชนต้องเป็นผู้จ่ายค่าโครงข่ายไฟฟ้า ไม่แย่งน้ำจากชุมชน ไม่เพิ่มการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่ทิ้งต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมไว้ให้แก้ในภายหลัง
เพราะการแข่งขันเพื่อเป็นศูนย์กลาง Data Center ไม่ได้วัดกันเพียงว่า ใครดึงเงินลงทุนได้มากกว่า แต่กำลังวัดกันว่า ประเทศใดสามารถสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีทั้งไฟเพียงพอ น้ำเพียงพอ พลังงานสะอาด และกติกาที่ทำให้คนในประเทศได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB